หน้าหลัก arrow หน่วยงานภายใน arrow สำนักงานที่ดินอำเภอเนินสง่า arrow ๑๑๑ ปี กรมที่ดิน ๑๗ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๕

ค้นหาข้อมูล

เมนูหลัก

หน้าหลัก
ขอเชิญร่วมลงนามถวายพระพร
วิสัยทัศน์ ค่านิยม กรมที่ดิน
ประวัติสำนักงานที่ดิน
ทำเนียบผู้บริหาร
โครงสร้างและรายนามผู้บริหาร
ตัวชี้วัดและคำรับรองการปฏิบัติราชการ
ภารกิจ/หน้าที่หลัก
ปริมาณเอกสารสิทธิ์ในพื้นที่จังหวัดชัยภูมิ
ข้อมูลที่สาธารณประโยชน์จังหวัดชัยภูมิ
ผลการดำเนินงานปีงบประมาณ ๒๕๕๓
โครงการ/กิจกรรมปีงบประมาณ ๕๓-๕๔
นโยบายการกำกับดูแลองค์การที่ดี
รายงานการประชุมปีงบประมาณ ๕๔
ข่าวประชาสัมพันธ์
จุลสาร
หน่วยงานภายใน
สาขาภูเขียว
ประวัติสำนักงานฯสาขาภูเขียว
กิจกรรม สิงหาคม
กิจกรรมเนื่องในวันที่ ๑๒ มหาราชินี
สาขาจัตุรัส
ประวัติ
กิจกรรม สาขาจัตุรัส
สาขาบ้านเขว้า
ประวัติสำนักงานและอัตรากำลัง
สาขาแก้งคร้อ
ตรวจราชการ
กิจกรรม
รายงานการประชุม
จังหวัดเคลื่อนที่บ้านนาหนองทุ่ม
สาขาเกษตรสมบูรณ์
ประวัติสำนักงาน
สรุปผลโครงการ
กิจกรรมสาขาเกษตรฯ
สาขาคอนสวรรค์
ประวัติ/ผลการดำเนินงาน/กิจกรรม/โครงการ
สาขาบำเหน็จณรงค์
สำนักงานที่ดินอำเภอเนินสง่า
สำนักงานที่ดินอำเภอบ้านแท่น
สำนักงานที่ดินอำเภอเทพสถิต
สำนักงานที่ดินอำเภอหนองบัวระเหว
สำนักงานที่ดินอำเภอหนองบัวแดง
กิจกรรม สอ.หนองบัวแดง
สำนักงานที่ดินอำเภอคอนสาร
สำนักงานที่ดินภักดีชุมพล
Download(หนังสือมอบอำนาจ)
สรุปผลการปฏิบัติงานประจำเดือน
โครงการจัดลำดับสำนักงานฯปี ๒๕๕๔
แบบฟอร์ม
สาระน่ารู้

ร่วมแสดงความคิดเห็น

คุณมีความคิดเห็นอย่างไรเกี่ยวกับเว็บไซต์
 

จำนวนผู้เยี่ยมชม

๑๑๑ ปี กรมที่ดิน ๑๗ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๕ พิมพ์ อีเมล์

โฉนดที่ดินฉบับแรกของประเทศไทย

การออกโฉนดที่ดินฉบับแรก เป็นโฉนดที่ดินเลขที่ ๑ หน้าที่ ๑ เลขที่ดิน ๑๑๗ ระวาง ๑๗ ต ๓ อ ตำบลบ้านแป้ง อำเภอพระราชวัง แขวงเมืองกรุงเก่า (จังหวัดพระนครศรีอยุธยา)เมื่อวันที่ ๑ ตุลาคม ร.ศ.๑๒๐ มีพระนามพระเจ้าน้องยาเธอกรมหมื่นมรุพงษ์ศิริพัฒน์ ในตำแหน่งผู้บัญชาการ ลงนามพระยาประชาชีพบริบาล ในตำแหน่งนายอำเภอ ทูลเกล้าถวายพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ต่อมาได้พระราชทานให้กับสำนักงานการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม เพื่อช่วยเหลือเกษตรกรที่ยากจน และได้ทำการโอนเป็นของสำนักงานการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม เมื่อวันที่ ๘ ตุลาคม ๒๕๒๓ ปัจจุบันโฉนดที่ดินเลขที่๑ ซึ่งเป็นโฉนดที่ดินฉบับแรกของประเทศไทย ได้อยู่ในความดูแลรักษาของสำนักงานการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม จังหวัดพระนครศรีอยุธยา และเป็นผู้รับผิดชอบในการจัดที่ดินและพัฒนาปัจจัยพื้นฐานให้กับเกษตรกรในพื้นที่ ส่วนโฉนดที่ดินฉบับหลวง ขณะนี้เก็บรักษาไว้ในพิพิธภัณฑ์กรมที่ดิน

 

วิวัฒนาการเกี่ยวกับกฎหมายว่าด้วยการออกโฉนดที่ดิน

ระบบกรรมสิทธิ์ที่ดินและการออกโฉนดที่ดินในประเทศไทย มีวิวัฒนาการมาตั้งแต่สมัยสุโขทัย สมัยกรุงศรีอยุธยา จนถึงสมัยรัตนโกสินทร์

สมัยสุโขทัย

สมัยพ่อขุนรามคำแหง (พ.ศ. 1820 – 1860) ทรงส่งเสริมเศรษฐกิจเกี่ยวกับการ ทำประโยชน์ในที่ดิน เมื่อพลเมืองเข้าบุกเบิกหักร้างถางพงในที่ดินจนเพาะปลูกได้ผลประโยชน์แล้วก็โปรดให้ที่ดินนั้น ๆ เป็นกรรมสิทธิ์ของผู้ออกแรงออกทุนไป โดยปรากฏอยู่ในหลักศิลาจารึกพ่อขุนรามคำแหงหลักที่ 1 ว่า ไพร่ในเมืองสุโขทัยนี้จึงชม สร้างป่าหมาก ป่าพลู ทั่วเมืองนี้ทุกแห่งป่าลางก็หลายในเมืองนี้ หมากม่วงก็หลายในเมืองนี้ หมากขามก็หลายในเมืองนี้ ใครสร้างได้ไว้แก่มัน

สมัยกรุงศรีอยุธยา

สมัยสมเด็จพระรามาธิบดีที่ 1 (พระเจ้าอู่ทอง) ทรงมีพระบรมราชโองการให้ขุนเกษตราธิบดี เสนาบดีกรมนา ร่างกฎหมายลักษณะเบ็ดเสร็จที่เกี่ยวกับที่ไร่ ที่นา เรือกสวน ขึ้นเมื่อ พ.ศ. 1903

สมเด็จพระบรมไตรโลกนาถ (พ.ศ. 1991 – 2031) ได้ทรงตั้งเสนาบดีเพิ่มอีก 2 ตำแหน่ง คือ ทรงตั้งกระทรวงกลาโหมเป็นหัวหน้าส่วนราชการฝ่ายทหารทั่วไปกระทรวงหนึ่ง กระทรวงมหาดไทยเป็นหัวหน้าส่วนราชการฝ่ายพลเรือนทั่วไปกระทรวงหนึ่งเรียกว่าสมุหกลาโหมและสมุหนายก มียศเป็นอัครมหาเสนาบดีสูงกว่าเสนาบดีจตุสดมภ์ ที่ให้ถือศักดินาหมื่น

สมัยพระเจ้าปราสาททอง (พ.ศ. 2175) เรียกตำแหน่งเสนาบดีกรมนา ว่าเจ้าพระยาพลเทพเสนาบดีศรีไชยนพรัตน์เกษตราธิบดีอภัยพิริยบรากรมพาหุ นามเจ้าพระยาพลเทพ ได้มีการตราพระธรรมนูญตรากระทรวงขึ้นสำหรับใช้ในตำแหน่งเกษตราธิบดี 9 ดวง มีตรา 2 ดวงเกี่ยวกับงานที่ดินคือ ตราเทพยดาทรงเครื่องยืนบนแท่นถือเส้นเชือก ใช้ไปรังวัดนาและชันสูตรนาซึ่งวิวาทกัน และใช้ไปพระราชทานนาให้แก่ผู้มีบำเหน็จความชอบ กับตรานัคลีอังคัลรูปพราหมณ์ทรงเครื่องแบกไถ สำหรับใช้ไปเลิกรั้งดงพงแขม

สมัยกรุงรัตนโกสินทร์

สมัยรัชกาลที่ 3 พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว ในปีพ.ศ. 2384 (ร.ศ. 60) ได้มีการออกหนังสือสำคัญสำหรับบ้าน โดยทรงเห็นว่ามีการออกใบอนุญาตให้ราษฎรเข้าทำประโยชน์ในที่ดิน ที่เรียกว่า โฉนฎออกให้ในที่ไร่ นา สวน ตั้งแต่สมัยกรุงศรีอยุธยาเป็นต้นมา ส่วนที่ดินที่เป็นบ้านที่อยู่อาศัย ไม่มีการออกหนังสือสำคัญแต่อย่างใดและปรากฏมีกรณีพิพาทรุกล้ำกันอยู่เสมอ จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้มีการออกหนังสือสำคัญสำหรับที่บ้านขึ้น และได้ทำเฉพาะภายในกำแพงพระนครขึ้นก่อน เพื่อเป็นหลักฐานและขอบเขตที่ดินที่ตนปลูกบ้านอยู่อาศัยเท่านั้น มิได้เป็นหนังสือแสดงกรรมสิทธิ์แต่อย่างใด

 

 

 

สมัยรัชกาลที่ 4 พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ในปี พ.ศ. 2407 (ร.ศ. 83) ทรงโปรดเกล้าให้ข้าหลวงเสนาออกไปทำการรังวัดที่นาโคคู่ คือ นาหว่านที่ทำได้โดยอาศัยทั้งน้ำฝนและน้ำท่า ในท้องที่จังหวัดพระนครศรีอยุธยา (กรุงเก่า) อ่างทอง สุพรรณบุรี และลพบุรี ข้าหลวงเดินนาเป็นเจ้าหน้าที่ทำตราแดงหรือบางคนเรียกว่าโฉนดตราแดง โดยออกให้แก่เจ้าของนาเพื่อประโยชน์ในการเก็บเงินค่านา มากกว่าที่จะให้เป็นหนังสือสำคัญแสดงกรรมสิทธิ์

จะเห็นว่าวิวัฒนาการของระบบกรรมสิทธิ์ที่ดินและการออกโฉนดที่ดินในประเทศไทย มีมาตั้งแต่สมัยกรุงสุโขทัย กรุงศรีอยุธยา จนกระทั่งถึงสมัยกรุงรัตนโกสินทร์ ดังกล่าวแล้วก็จริง แต่กระบวนการทางกฎหมายซึ่งใช้เป็นหลักในการออกโฉนดที่ดินนั้นเพิ่งจะมีขึ้นในสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ ที่ทรงเห็นว่ายังไม่มีบาทกฎหมายเป็นหลักในการออกโฉนดที่ดินโดยชัดแจ้งจึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ออกประกาศพระบรมราชโองการ ลงวันที่ 15 กันยายน ร.ศ. 120 (พ.ศ. 2444) ประกาศออกโฉนดมณฑลกรุงเก่า ร.ศ. 120 วางระเบียบการเรื่องโฉนดที่ดินไว้โดยแน่ชัด ประกาศพระบรมราชโองการฉบับนี้ถือได้ว่าเป็นกฎหมายที่ว่าด้วยการจัดทำทะเบียนที่ดินและสิทธิของผู้เป็นเจ้าของที่ดินอย่างสมัยใหม่ซึ่งถือได้ว่าเป็นกฎหมายว่าด้วยการออกโฉนดที่ดินฉบับแรกของประเทศไทยก็ว่าได้ ตั้งแต่นั้นมาก็ได้มีการออกกฎหมายที่เกี่ยวกับการออกโฉนดที่ดินต่อมาอีกหลายฉบับจนถึงปัจจุบัน ซึ่งมีดังต่อไปนี้

1. ประกาศออกโฉนดที่ดินมณฑลกรุงเก่า ร.ศ. 120 ลงวันที่ 3 พฤษภาคม ร.ศ. 120 (พ.ศ. 2444)

2. ประกาศออกโฉนดที่ดิน ร.ศ. 120 ลงวันที่ 15 กันยายน ร.ศ. 120 (พ.ศ. 2444)

3. กฎเสนาบดีกระทรวงเกษตราธิการสำหรับการออกโฉนดที่ดิน ลงวันที่ 31 มีนาคม ร.ศ. 124 (พ.ศ. 2448)

4. พระราชบัญญัติออกโฉนดที่ดิน ร.ศ. 127 (พ.ศ. 2451)

5. พระราชบัญญัติออกโฉนดที่ดิน ฉบับที่ 2 (พ.ศ. 2459)

6. พระราชบัญญัติออกโฉนดที่ดิน ฉบับที่ 3 (พ.ศ. 2462)

7. พระราชบัญญัติแก้ไขความในมาตรา 25 แห่งพระราชบัญญัติออกโฉนดที่ดิน ร.ศ. 127 (พ.ศ. 2469) (พ.ร.บ. ออกโฉนดที่ดินฉบับที่ 4)

8. พระราชบัญญัติออกโฉนดที่ดิน ฉบับที่ 5 (พ.ศ. 2479) ลงวันที่ 31 ตุลาคม พ.ศ. 2479

9. พระราชบัญญัติออกโฉนดที่ดิน ฉบับที่ 6 (พ.ศ. 2479) ลงวันที่ 7 เมษายน พ.ศ. 2480

10. พระราชบัญญัติออกโฉนดที่ดินฉบับที่ 7 (พ.ศ. 2486)

11. พระราชบัญญัติว่าด้วยการสำรวจออกโฉนดที่ดิน พ.ศ. 2496 ลงวันที่ 24 มกราคม พ.ศ. 2496

12. พระราชบัญญัติว่าด้วยการสำรวจออกโฉนดที่ดิน (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2496 ลงวันที่ 25 กันยายน พ.ศ. 2496

13. พระราชบัญญัติให้ใช้ประมวลกฎหมายที่ดิน พ.ศ. 2497 ลงวันที่ 30 พฤศจิกายน

พ.ศ. 2497

14. ประมวลกฎหมายที่ดิน ประกาศในราชกิจจานุเบกษา ในวันที่ 30 พฤศจิกายน พ.ศ. 2497 พร้อมกับพระราชบัญญัติให้ใช้ประมวลกฎหมายที่ดินและมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 1 ธันวาคม พ.ศ. 2497

ต่อมาได้มีพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายที่ดิน มาตราต่าง ๆ อีกหลายครั้ง จนถึงปัจจุบัน เพื่อให้เกิดความสะดวกและเป็นธรรม และเพื่อให้สอดคล้องกับสถานการณ์ความเปลี่ยนแปลงไปตามแผนพัฒนาประเทศและกระแสโลกาวิวัฒน์

 

การให้บริการของสำนักงานที่ดินเป็นกรณีพิเศษ

ในปัจจุบันนี้ กรมที่ดินมีนโยบายให้สำนักงานที่ดินทั่วประเทศให้บริการแก่ประชาชนเป็นกรณีพิเศษนอกเหนือจากการให้บริการในที่ตั้งตามปกติ เพื่อเป็นการอำนวยความสะดวกแก่ประชาชน ที่มีความจำเป็นเร่งด่วนหรือไม่สะดวกในการเดินทางไปติดต่อราชการสำนักงานที่ดินที่อยู่นอกภูมิลำเนาของตน ดังต่อไปนี้

1. การนัดจดทะเบียนล่วงหน้า

2. การขอจดทะเบียนต่างสำนักงาน

3. การขอรับรองราคาประเมินที่ดินต่างสำนักงาน

ประวัติความเป็นมาโฉนดที่ดินฉบับแรกของไทย

คำว่า โฉนด เป็นภาษาเขมร หมายความว่า หนังสือ เมื่อนำมารวมกันกับคำว่า ที่ดิน จึงมีความหมายว่า หนังสือสำคัญสำหรับที่ดิน ถูกกล่าวถึงในกฎหมายไทยยุคเก่าคือกฎหมายตราสามดวง ในพระอายการเบ็ดเสร็จมาตราที่ 36 กล่าวว่า ........ถ้าผู้ใดก่นสร้างเลิกรั้งที่ไร่นาเรือกสวนนั้นให้ไปบอกแก่เสนานายระวางนายอากรไปดูที่ไร่นาเรือกสวนที่ก่นสร้างนั้นให้รู้มากแลน้อยด้วยห้เสนานายระวางอากรเขียนโฉนฎให้ไว้แก่ผู้เลิกรั้งก่นสร้างนั้น........ แสดงว่าการทำโฉนดกำหนดเขตที่ดิน การครอบครองและปักปันที่ทำกิน มีความสำคัญมาแต่สมัยโบราณแล้ว ทั้งนี้ก็คงเพื่อการเก็บอากรของรัฐนั่นเอง

ในสมัยสุโขทัยมีการกล่าวถึงการใช้พื้นที่ของราษฎรเพื่อการเพาะปลูกเช่นกัน โดยไม่มีการระบุชัดเจนเรื่องกรรมสิทธิ์ที่ดินแต่เน้นย้ำในการให้ความสำคัญกับผลผลิต หลักฐานนี้อยู่ในหลักศิลาจารึก หลักที่ 1 ว่า ป่าหมาก ป่าพลู ทั่วเมืองทุกแห่ง ป่าพร้าวก็หลายในเมืองนี้ ป่าลางก็หลายในเมืองนี้ หมากม่วงก็หลายในเมืองนี้ หมากขามก็หลายในเมืองนี้ ใครสร้างได้ไว้แก่มัน................ การครอบครองที่ดินในสมัยก่อนมิได้ให้ความสำคัญกับพื้นที่ แต่ให้ความสำคัญกับผลผลิต ที่ดินในสมัยโบราณแถบประเทศไทยถือเป็นที่ของกษัตริย์ หรือผู้ปกครองแว่นแคว้นนครนั้น ๆ ประชากรที่ต้องการทำประโยชน์ปลูกพืชผล สร้างบ้านเรือนสามารถทำได้โดบอกกล่าวแก่เจ้าเมือง เมื่อหักร้างถางพงปลูกพืชผลไปเท่าใด ก็ถือว่าพื้นที่ได้ลงแรงไปนั้นเป็นของตน ต้องจ่ายภาษีอากรแก่เจ้าของแคว้นแล้วแต่จะตกลงกัน เมื่อเกิดการอพยพโยกย้ายหรือละทิ้งบ้านเรือนไม่ว่าสาเหตุใด ๆ ก็ตาม ที่ดินนั้นจะกลับเข้าไปอยู่ในกรรมสิทธิ์ของเจ้าของตามเดิม ผู้ปกครองสามารถจัดสรรคนกลุ่มใหม่เข้าไปอยู่และทำกินแทนได้ อีกทั้งที่ดินในสมัยก่อนมีมากมาย แผ้วถางป่าทำไร่นาตามต้องการโดยไม่ต้องแย่งกันเหมือนในปัจจุบัน ประเทศไทยเริ่มให้กรรมสิทธิ์ที่ดินแก่ราษฎรอย่างชัดเจนในรัชสมัยของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว เมื่อ พ.ศ. 2444 โดยเริ่มออกโฉนดที่ดินให้แก่ราษฎรเป็นครั้งแรก

จุดเริ่มต้นการทำโฉนดที่ดินแบบใหม่

ยุคล่าอาณานิคมเฟื่องฟู ประเทศไทยต้องระแวดระวังการเข้ามารุกล้ำดินแดนของประเทศมหาอำนาจด้วยเช่นกัน เพราะประเทศใกล้เคียง เช่น พม่า ถูกอังกฤษยึดครองไปเรียบร้อยแล้ว ทางอินโดจีน ฝรั่งเศสก็เข้าไปยึดและปกครองอยู่ ในขณะนั้นฝรั่งเศสเองที่มีทีท่าสนใจดินแดนประเทศราชของไทย ทางฝั่งซ้ายแม่น้ำโขง พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงเริ่มตระหนักว่าถ้าไม่กำหนดอาณาเขตและทำแผนที่ของประเทศให้แน่นอนแล้ว คงจะถูกชาติมหาอำนาจเอาข้อด้อยนี้มาเป็นข้ออ้าง ในการรุกล้ำอาณาเขตและยึดดินแดนในที่สุด การทำสำรวจแผนที่จึงเริ่มอย่างจริงจัง ใน ปี พ.ศ. 2424 รัฐบาลสยามได้จ้างนายเจมส์ เอฟ. เมคคาร์ธี มารับราชการ

ฝ่ายกลาโหม เพื่อทำแผนที่ในสาวนต่าง ๆ ของประเทศไทย และต่อมาในปี พ.ศ. 2425 พระองค์เจ้าดิศวรกุมาร (สมเด็จ ฯ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ) ปรึกษากับนายแมคคาร์ธี เพื่อจัดตั้งโรงเรียนฝึกทำแผนที่ขึ้น จุดประสงค์เพื่อฝึกคนไทยให้ทำแผนที่เป็น ในปีนั้นเองจึงได้มีการตั้งโรงเรียนฝึกสอนคนไทยทำแผนที่ทหาร จนนายแมคคาร์ธีได้รับยศเป็น ร้อยเอกพระวิภาคภูวดล เจ้ากรมแผนที่ได้ออกสำรวจภูมิประเทศของไทยพร้อมกับคณะคนไทยงในขณะนั้นฝรั่งเศสเองก็ส่งคณะสำรวจออกสำรวจภูมิประเทศของไทยเช่นกัน แต่การเร่งทำแผนที่และออกสำรวจดินแดนของพระวิภาคภูวดลครั้งนี้ไม่ทันการ เพราะเกิดเหตุการณ์ ร.ศ. 112 เสียก่อน จึงไม่สามารถกำหนดอาณาเขตประเทศได้ชัดเจน และเป็นอีกสาเหตุหนึ่งที่ทำให้ไทยต้องเสียดินแดนฝั่งซ้ายแม่น้ำโขงไป

ทำแผนที่กับโฉนด

การทำแผนที่พัฒนาขึ้นเป็นลำดับทั้งเทคนิคและบุคลากรที่เริ่มฝึกคนไทยออกทำแผนที่ได้บ้างแล้ว การทำแผนที่เกี่ยวข้องกับการทำโฉนดโดยตรง ปี พ.ศ. 2435 พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงขยายงานกระทรวงต่าง ๆ ออกเป็น 12 กระทรวง และกระทรวงที่สำคัญซึ่งจำเป็นต้องใช้การแผนที่คือ กระทรวงมหาดไทยและกระทรวงเกษตราธิการ กระทรวงมหาดไทยต้องการแผนที่เพื่อวางแผนการปกครองมณฑลที่ถูกจัดตั้งใหม่ในตอนนั้น ส่วนกระทรวงเกษตราธิการนั้นโดยหน้าที่หลักเดิมต้องดูแลด้านการเก็บภาษีพืชผล และมีหน้าที่ต้องจัดการที่ดินรกร้างให้มีคนเข้าไปทำกิน ระงับการวิวาทเรื่องที่ดิน และแบ่งสันปันส่วนที่ดิน

สมัยรัชกาลที่ 5 ที่ดินเริ่มมีความสำคัญมากขึ้น เพราะการตัดถนนและคูคลองใหม่ เป็นการขยายเส้นทางการค้าขายทั้งทางบกและทางน้ำ ผู้คนจึงเริ่มต้องการจับจองที่ดินเป็นของส่วนบุคคลเพื่อทำการค้าขายและยึดเส้นทางคมนาคมเพื่อความสะดวกในด้านการเดินทางขนส่ง อีกทั้งจับจองแหล่งน้ำเพื่อการเกษตรกรรม การเปิดโอกาสให้คนจับจองที่ดินและทำโฉนดเป็นของราษฎรนี้ นับเป็นการเริ่มต้นให้อำนาจแก่ประชาชนของรัฐด้วย มิใช่ที่ดินทุกที่เป็นของหลวง จะเวนคืนเมื่อใดก็ได้เช่นยุคเก่า การกำหนดเขตที่ดินให้ราษฎรมิใช่เรื่องง่าย จึงต้องวางระบบการทำที่ดิน จัดทะเบียนทำโฉนดที่ดิน ทั้งที่เป็นเรือกสวนไร่นาและที่อยู่ให้ถูกต้องเป็นระเบียบ เพื่อการเก็บภาษีที่ดินและผลผลิตรายได้ของรัฐ จะได้เป็นระบบเต็มเม็ดเต็มหน่วยมากขึ้น ไม่ถูกข้าหลวงยักยอกสูญหาย อันจะทำให้รัฐเสียผลประโยชน์ ยุคแรกกรมแผนที่จึงเป็นที่ต้องการตัวของหลายฝ่ายเพื่อทำงานทั้งด้านการปกครองและการทะเบียน ในที่สุดกรมแผนที่ก็ไปช่วยกระทรวงเกษตราธิการซึ่งได้รับมอบหมายให้ทำโฉนดที่ดินเมืองกรุงเก่าในปี ร.ศ. 120 (พ.ศ. 2444) เมื่องานของกระทรวงเกษตราธิการเบาบางลงจึงค่อยย้ายกลับมากระทรวงมหาดไทย ก่อนที่จะมีการทำโฉนด ใบสำคัญในการครอบครองที่ดินก่อนปี พ.ศ. 2444 มีหลายรูปแบบคือ โฉนดตราแดง โฉนดตราจอง ใบเหยียบย่ำ โฉนดสวนและโฉนดป่า

 

 

 

โฉนดตราแดง เป็นหนังสือการถือครองที่ดินได้ 10 ปี ออกในบริเวณหัวเมือง คือ กรุงเก่า อ่างทอง สุพรรณบุรี และลพบุรี โดยให้นายแขวงเป็นผู้รับรองการเปลี่ยนแปลงสิทธิได้เพียงผู้เดียว ออกในสมัยพระยาสุรศักดิ์มนตรี ดำรงตำแหน่งเสนาบดีกระทรวงเกษตราธิการในปี พ.ศ. 2400 และ พ.ศ. 2425 เท่านั้น

โฉนดตราจอง เป็นหนังสือถือครองที่ดินได้ 3 ปี ข้าหลวงกรมนาเป็นผู้ออกให้ เพื่อสะดวกในการเก็บค่านา

ใบเหยียบย่ำ ซึ่งเป็นเอกสารที่มีปัญหามากที่สุดเพราะไม่มีรูปแบบที่ชัดเจน ง่ายต่อการปลอมแปลงและมีการออกใบเหยียบย่ำซ้ำซ้อนกันเป็นคดีความกันมาก มีอายุครอบครองที่ดิน 1 ปี ถ้าเกินกว่านั้นต้องไปทำเป็นโฉนดตราจอง

โฉนดสวน ไว้สำหรับคิดอากรค่าสวนว่ามีต้นผลไม้กี่ต้นสำหรับเก็บอากร

โฉนดป่า สำหรับที่สวนซึ่งปลูกพันธุ์ไม้ขนาดเล็ก หรือไม้ล้มลุก เก็บอากรตามจำนวนเนื้อที่โฉนด

การออกโฉนดที่ดิน

การออกโฉนดที่ดินเริ่มทำที่เมืองกรุงเก่าก่อนเมื่อเดือนพฤษภาคม ร.ศ. 120 มีการตั้งหอทะเบียนและนายทะเบียนจัดเก็บเอกสาร เมื่อทดลองทำที่เมืองกรุงเก่าเป็นผลแล้วก็เริ่มขยายไปยังกรุงเทพ ฯ และมณฑลอื่น ๆ ตามลำดับ (ในช่วงนี้ เจ้าพระยาเทเวศรวงศ์วิวัฒน์ เป็นเสนาบดีกระทรวงเกษตราธิการ)

ขั้นตอนการออกโฉนดที่ดินก็คือ ก่อนอื่นเจ้าหน้าที่จะออกวัดพื้นที่ โดยกำหนดเขตเป็นตารางเรียกว่า แผนที่ระวาง ช่วงแรกที่ต้องออกพื้นที่สำรวจทำระวางที่ดินนั้น มีคณะคนไทยและฝรั่งทำงานร่วมกัน คณะคนต่างชาติก็คือ นายอาร์ ดับบลิว. กิบลิน จากกรมแผนที่มีหน้าที่ทำแผนที่ระวาง จากนั้นคณะทำงานไทยนำโดย พระยาประชาชีพบริบาล (ผึ่ง ชูโต) มาจัดทำโฉนดที่ดิน โดยทำโดยระบบทอร์เรนส์ (Torrens System) ให้เจ้าของที่ดินมานำชี้เขตที่ดินของตนให้กับข้าหลวงเกษตร โดยข้าหลวงเกษตรจะปักหลักเขตพร้อมทั้งออกโฉนดที่ดินใหม่ให้ และเมื่อได้ออกโฉนดที่ดินใหม่แล้วจะประกาศยกเลิกการใช้หนังสือแสดงการถือครองที่ดินเดิม การจัดพิมพ์โฉนดกรมแผนที่เป็นคนจัดการพิมพ์เอง

โฉนดฉบับแรกของไทยเป็นของพระพุทธเจ้าหลวง

โฉนดที่ดินฉบับแรกของไทยเป็นของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว เมื่อข้าหลวงออกทำโฉนดแผนที่เมืองกรุงเก่าได้ระยะหนึ่ง พระองค์เสด็จพระราชดำเนินประทับแรม ณ พระราชวังบางปะอิน เจ้าพระยาเทเวศรวงศ์วิวัฒน์และพระยาประชาชีพบริบาล (ผึ่ง ชูโต) ได้นำ

 

 

 

 

 

โฉนดที่ดินขึ้นทูลเกล้า ฯ ถวายรวม 5 ฉบับ และกำนันหรุ่มบ้านวัดยม 1 ฉบับพระบาทสมเด็จ พระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว พระราชทานโฉนดให้แก่เจ้าของที่ดินโดยพระหัตถ์เป็นปฐมฤกษ์ในฉบับแรก และข้าหลวงเกษตรถวายโฉนดสำหรับที่ดินของพระองค์ในขณะเดียวกัน วันที่ 1 ตุลาคม พ.ศ. 2444 พระที่นั่งวโรภาสพิมาน พระราชวังบางปะอิน โดยโฉนดที่ดินที่ข้าหลวงถวายแก่พระองค์นั้นถือเป็นโฉนดฉบับแรกโดยสมบูรณ์ เพราะเป็นโฉนดที่ดินหมายเลข 1 ที่ออกโดยกระทรวงเกษตราธิการ

ร.ศ. 127 (พ.ศ. 2451) มีการออกพระราชบัญญัติออกโฉนดที่ดิน ให้เปลี่ยนหนังสือสำคัญสำหรับที่ดินทุกรูปแบบ เป็นโฉนดแผนที่ทั้งหมด เพื่อสะดวกต่อการพิพากษาคดีความที่ดินของกระทรวงยุติธรรม และจัดระเบียบกฎหมายที่ดินใหม่ และได้มีการพัฒนาเพิ่มเติมกฎหมายเกี่ยวกับที่ดินเป็นลำดับ จนมาเป็นโฉนดที่ดินในปัจจุบันนี้ สถานที่ออกโฉนดที่ดินฉบับแรกปัจจุบันตั้งอยู่ในตำบลบ้านวัดยม อำเภอบางปะอิน จังหวัดพระนครศรีอยุธยา ชาวบ้านในพื้นที่กล่าวว่าสภาพเดิมของบริเวณนี้เป็นทุ่งนามาตั้งแต่อดีต คนที่ทำนาในพื้นที่นี้ส่วนใหญ่เป็นชาวมุสลิม ตำบลบ้านโพ ซึ่งอยู่บนเกาะพระตรงข้ามวัดยม ชาวมุสลิมกลุ่มนี้เดิมบรรพบุรุษเคยเป็นเจ้าของที่ดินผืนนี้มาก่อน สมัยสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวได้ทูลเกล้า ฯ ถวายที่ดินแก่พระองค์ รวมแล้วปัจจุบันเป็นเนื้อที่ประมาณ 91 ไร่เศษ เมื่อทูลเกล้า ฯ ถวายไปแล้วชาวบ้านก็ยังไปทำนาเหมือนเดิม แต่ต้องเสียค่าเช่ารายปีไม่ต้องเสียภาษีที่ดิน คนที่เข้าไปทำกินในที่ดินผืนนี้จึงไม่กรรมสิทธิ์ในที่ดิน

ในปี พ.ศ. 2520 เนื่องในวโรกาสที่สมเด็จพระบรมโอรสาธิราช เจ้าฟ้ามหาวชิราลงกรณ สยามมกุฎราชกุมาร อภิเษกสมรสกับหม่อมหลวงโสมสวลี กิติยากร (พระเจ้าวร วงศ์เธอ พระองค์เจ้าโสมสวลี พระวรราชาทินัดดามาตุ) และเป็นสมัยที่รัฐเริ่มจัดการปฏิรูปที่ดินเพื่อการเกษตรกรรม พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช จึงทรงโปรดเกล้า ฯ พระราชทานที่ดินทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ให้การปฏิรูปที่ดิน เพื่อมอบให้แก่ประชาชน โดยทรงมีพระราชประสงค์ให้จัดที่ดินให้เป็นธรรมตามเนื้อที่ที่กฎหมายปฏิรูปที่ดินกำหนด ให้เกษตรกรผู้เช่าที่ดินทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์อยู่เดิมได้ทำกินชั่วลูก ชั่วหลาน แต่จะไม่มีกรรมสิทธิ์ที่ดิน ซื้อขายกันมิได้ ชาวบ้านที่เคยทำกินอยู่เดิมจึงได้รับพระราชทานสัญญาเช่าที่ดินจากสมเด็จพระบรมโอรสาธิราช ฯ สยามมกุฎราชกุมาร ในเดือนสิงหาคม พ.ศ. 2522 โดยเสียค่าเช่าที่ดินไร่ละ 32 บาทต่อปี ที่ดินผืนนี้มีผู้เช่าประมาณ 10 เจ้าด้วยกันโดยเป็นคนมุสลิมชาวตำบลบ้านโพเป็นส่วนใหญ่ ชาวบ้านบางส่วนทราบว่าที่ดินที่ตนทำกินอยู่นี้เป็นที่ที่มีโฉนดเป็นครั้งแรก พวกเขามีความภาคภูมิใจมาก อีกทั้งเป็นที่ดินพระราชทาน และจะมอบให้ลูกหลานของตนใช้ประโยชน์สืบไป

เอกสารที่ดิน

ก.ส.น. 5 หมายความว่า หนังสือแสดงการทำประโยชน์ ออกตามความในพระราชบัญญัติจัดที่ดินเพื่อการครองชีพ พ.ศ. 2511 เป็นเอกสารที่อยู่ในความรับผิดชอบของกรมส่งเสริมสหกรณ์กระทรวงเกษตรและสหกรณ์

โฉนดที่ดิน หมายความว่า หนังสือสำคัญแสดงกรรมสิทธิ์ที่ดิน มีแบบพิมพ์โฉนดที่ดินตั้งแต่อดีตถึงปัจจุบัน คือ น.ส. 4, น.ส. 4 ก., น.ส. 4 ข., น.ส. 4 ค., น.ส. 4 ง., น.ส. 4 จ.

โฉนดแผนที่ หมายความว่า หนังสือสำคัญแสดงกรรมสิทธิ์ในที่ดิน

โฉนดตราจอง หมายความว่า หนังสือสำคัญแสดงกรรมสิทธิ์ในที่ดิน

โฉนดป่า หมายความว่า หนังสือที่ออกในที่ปลูกพืชล้มลุก ไม่ใช่ต้นไม้ 7 ชนิดที่ออกโฉนดสวน เช่น สวนผักต่าง ๆ สวนอ้อย หรือสวนจาก เป็นต้น โดยมีบัญชีต้นไม้

โฉนดสวน หมายความว่า หนังสือสำคัญสำหรับที่ดิน โดยดำเนินการรังวัดที่สวน คือ หมาก พลู มะปราง มะม่วง ทุเรียน มังคุด ลางสาด รวม 7 ชนิด

ตราจอง หมายความว่า หนังสือสำคัญที่ออกให้ในที่ทำประโยชน์แล้ว แต่ทางการยังออกโฉนดแผนที่ไปไม่ถึงจึงออกให้เป็นการชั่วคราวก่อนเพื่อเปลี่ยนเป็นโฉนดแผนที่ภายหลัง ผู้ถือตราจองมีกรรมสิทธิ์ตามกฎหมาย

ตราแดง หมายความว่า หนังสือสำคัญสำหรับที่นาคู่โค คือ นาหว่าน ที่ทำได้ทั้งน้ำฝนน้ำท่า

ตราจองที่ตรา ว่า ได้ทำประโยชน์แล้วหมายความว่า หนังสือสำคัญแสดงกรรมสิทธิ์ที่ดิน เป็นหนังสือหนังสือสำคัญสำหรับที่ดินที่ออกให้แก่ผู้จับจองที่ทำประโยชน์ในที่ดิน ซึ่งได้รับอนุญาตให้จับจองภายในกำหนดแห่งใบอนุญาตนั้นแล้ว

น.ค. 3. หมายความว่า หนังสือแสดงการทำประโยชน์ ออกตามความในพระราชบัญญัติจัดที่ดินเพื่อการครองชีพ พ.ศ. 2511 เป็นเอกสารที่อยู่ในความรับผิดชอบของกรมการพัฒนาสังคมและสวัสดิการ กระทรวงพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์

น.ส.ล. หมายความว่า หนังสือสำคัญสำหรับที่หลวง

แบบหมายเลข 3 หมายความว่า แบบคำรับรองจากนายอำเภอว่าได้ทำประโยชน์แล้ว

ใบจอง (น.ส. 2) หมายความว่า หนังสือแสดงการยอมให้เข้าครอบครองที่ดินชั่วคราว ในท้องที่ซึ่งรัฐมนตรียังไม่ได้ประกาศยกเลิกอำนาจหน้าที่ในการปฏิบัติการตามประมวลกฎหมายที่ดิน ของหัวหน้าเขต นายอำเภอ หรือปลัดอำเภอผู้เป็นหัวหน้าประจำกิ่งอำเภอ

ใบจอง (น.ส. 2 ก.) หมายความว่า หนังสือแสดงการยอมให้เข้าครอบครองที่ดินชั่วคราว ในท้องที่ ซึ่งรัฐมนตรีได้ประกาศยกเลิกอำนาจหน้าที่ในการปฏิบัติการตามประมวลกฎหมายที่ดินของหัวหน้าเขต นายอำเภอ หรือปลัดอำเภอผู้เป็นหัวหน้าประจำกิ่งอำเภอ-

ใบไต่สวน (น.ส. 5) หมายความว่า หนังสือแสดงการสอบสวนเพื่อรออกโฉนดที่ดินและให้หมายความรวมถึงใบนำด้วย

ใบเหยียบย่ำ หมายความว่า หนังสือที่เป็นใบอนุญาตให้เข้าจับจองที่ดิน เข้าหักล้างถางพง ทำประโยชน์ในที่ดิน ซึ่งจะต้องทำประโยชน์ให้แล้วเสร็จภายในเวลาที่กฎหมายกำหนด มิฉะนั้นเป็นอันสิ้นสิทธิแห่งการจับจองในส่วนซึ่งยังไม่ทำประโยชน์

ภบท. 5 เป็นหลักฐานการสำรวจที่ดินเพื่อเสียภาษีบำรุงท้องที่

หนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3) หมายความว่า หนังสือรับรองการทำประโยชน์ หมายความว่า หนังสือคำรับรองจากพนักงานเจ้าหน้าที่ว่าได้ทำประโยชน์ในที่ดินแล้ว เป็นหนังสือรับรองการทำประโยชน์ในพื้นที่ทั่วไปแบบลอย ๆ ไม่มีการกำหนดตำแหน่งที่แน่นอนในท้องที่ที่ไม่มีระวางรูปถ่ายทางอากาศ ซึ่งรัฐมนตรียังไม่ได้ประกาศยกเลิกอำนาจหน้าที่ในการปฏิบัติการตามประมวลกฎหมายที่ดินของหัวหน้าเขต นายอำเภอ หรือปลัดอำเภอผู้เป็นหัวหน้าประจำกิ่งอำเภอ

หนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3 ก.) หมายความว่า หนังสือรับรองการทำประโยชน์ หมายความว่า หนังสือคำรับรองจากพนักงานเจ้าหน้าที่ว่าได้ทำประโยชน์ในที่ดินแล้ว เป็นหนังสือรับรองการทำประโยชน์ในบริเวณที่มีระวางรูปถ่ายทางอากาศ

หนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3 ข.) หมายความว่า หนังสือรับรองการทำประโยชน์ หมายความว่า หนังสือคำรับรองจากพนักงานเจ้าหน้าที่ว่าได้ทำประโยชน์ในที่ดินแล้ว เป็นหนังสือรับรองการทำประโยชน์ในท้องที่ที่ไม่มีระวางรูปถ่ายทางอากาศ และรัฐมนตรีได้ประกาศยกเลิกอำนาจหน้าที่ในการปฏิบัติการตามประมวลกฎหมายที่ดินของหัวหน้าเขต นายอำเภอหรือปลัดอำเภอผู้เป็นหัวหน้าประจำกิ่งอำเภอ

ส.ค. 1 หมายความว่า แบบแจ้งการครอบครองที่ดิน (ปัจจุบันอยู่ระหว่างการออกพระราชบัญญัติแก้ไข เพิ่มเติม เพื่อยกเลิก ส.ค. 1 โดยให้ประชาชนนำ ส.ค. 1 มายื่นคำขอออกโฉนดที่ดินภายใน 2 ปี หากพ้นกำหนดดังกล่าว จะต้องร้องขอต่อศาลให้พิจารณาการใช้ ส.ค. 1 เพื่อเป็นหลักฐานในการยื่นคำขอออกโฉนดที่ดิน)

ส.ท.ก. 1 หมายความว่า หนังสืออนุญาตให้ได้รับการผ่อนผันให้มีสิทธิทำกินชั่วคราว

ส.ป.ก. 4 – 01 หมายความว่า หนังสืออนุญาตให้เข้าทำประโยชน์ในเขตปฏิรูปที่ดินของสำนักงานการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม

อ.ช. 2 หนังสือกรรมสิทธิ์ห้องชุด หมายความว่า หนังสือสำคัญแสดงกรรมสิทธิ์ในทรัพย์สินส่วนบุคคลและกรรมสิทธิ์ร่วมในทรัพย์ส่วนกลาง

 

 

 
< ก่อนหน้า   ถัดไป >